เว็บไซต์ WordPress ทั่วโลกกำลังเผชิญความเสี่ยงครั้งใหญ่ หลังมีการเปิดเผยช่องโหว่ความปลอดภัยระดับ Critical ในปลั๊กอินยอดนิยมที่มียอดติดตั้งมากกว่า 900,000 เว็บไซต์ ซึ่งอาจเปิดทางให้แฮ็กเกอร์สั่งรันโค้ดบนเซิร์ฟเวอร์ได้จากระยะไกล (RCE)
ช่องโหว่นี้อันตรายแค่ไหน?
ช่องโหว่ที่ถูกค้นพบเป็นประเภท Remote Code Execution (RCE) ซึ่งถือว่าอันตรายที่สุดประเภทหนึ่ง เพราะหากถูกโจมตีสำเร็จ ผู้ไม่หวังดีสามารถ
- รันคำสั่งบนเซิร์ฟเวอร์ได้โดยตรง
- เข้าควบคุมเว็บไซต์
- สร้างบัญชีแอดมินปลอม
- ฝังมัลแวร์หรือสคริปต์อันตราย
- ใช้เว็บเป็นฐานโจมตีเว็บอื่นต่อ
ที่สำคัญคือ ช่องโหว่นี้สามารถถูกใช้โจมตีได้โดยไม่ต้องมีสิทธิ์แอดมินก่อน และในบางเงื่อนไขอาจทำให้ระดับความเสี่ยงยิ่งสูงขึ้นไปอีก
สาเหตุของปัญหา
ต้นตอมาจากกระบวนการจัดการอินพุต (input handling) ภายในปลั๊กอินที่ไม่รัดกุมพอ ทำให้ผู้โจมตีสามารถส่งข้อมูลที่ถูกดัดแปลง (malicious payload) เข้าไป และบังคับให้ระบบประมวลผลโค้ดที่เป็นอันตรายได้ โดยมักเกี่ยวข้องกับ
- การไม่ตรวจสอบ/กรองข้อมูลก่อนนำไปใช้งาน
- การเรียกใช้ฟังก์ชันที่เปิดให้รันคำสั่งระบบ
- การจัดการ AJAX endpoint หรือ REST route ที่ตั้งค่าไม่ปลอดภัย
ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น
สำหรับเว็บไซต์ทั่วไป อาจหมายถึง
- เว็บถูกแฮ็กและขึ้นหน้า deface
- ข้อมูลลูกค้ารั่วไหล
- SEO พังจากการถูกฝังสแปม
- โดน Google ขึ้นคำเตือนว่าเป็นเว็บอันตราย
- โฮสติ้งสั่งระงับการใช้งาน
สำหรับผู้ให้บริการโฮสติ้งหรือผู้ดูแลหลายเว็บไซต์ (เช่นเอเจนซี่) ความเสียหายอาจลุกลามเป็นวงกว้าง หากมีการใช้ปลั๊กอินนี้จำนวนมากในเซิร์ฟเวอร์เดียวกัน
การป้องกันที่ควรทำ
หากเว็บไซต์ของคุณได้ติดตั้งและใช้งานปลั๊กอินตัวนี้ ควรรีบดำเนินการดังนี้
- อัปเดตปลั๊กอินทันที ตรวจสอบว่ามีเวอร์ชันแพตช์ออกมาแล้วหรือไม่ และอัปเดตเป็นเวอร์ชันล่าสุดโดยด่วน
- ตรวจสอบ Log การใช้งาน ดูไฟล์ access log / error log เพื่อหาพฤติกรรมผิดปกติ เช่น
- คำสั่งแปลก ๆ
- การเรียก endpoint ซ้ำ ๆ
- การสร้างไฟล์ PHP ที่ไม่รู้จัก
- สแกนมัลแวร์ ใช้เครื่องมือสแกนความปลอดภัย เช่น Wordfence, Sucuri หรือระบบ Security ของโฮสติ้ง
- เปลี่ยนรหัสผ่านสำคัญ โดยเฉพาะกับบัญชีแอดมิน WordPress, FTP / SFTP, Control Panel และ Database
- เปิดใช้ Web Application Firewall (WAF) เพื่อช่วยกรองคำสั่งอันตรายก่อนถึงตัวเว็บไซต์
เหตุการณ์นี้ได้ช่วยย้ำเตือนว่าการใช้งานปลั๊กอินยอดนิยม ไม่ได้หมายความว่าจะปลอดภัย 100% เสมอไป การอัปเดตอย่างสม่ำเสมอคือต่างหากที่เป็นหัวใจของความปลอดภัย ซึ่งการมีระบบสำรองข้อมูล (Backup) อัตโนมัติ ไปจนถึงโฮสติ้งที่มีระบบความปลอดภัยเชิงรุกจะช่วยลดความเสี่ยงเหล่านี้ได้มาก โดยเฉพาะกับเว็บไซต์ธุรกิจหรือร้านค้าออนไลน์ การปล่อยปลั๊กอินค้างเวอร์ชันไว้ อาจส่งผลถึงความรายได้ของธุรกิจได้
ที่มา: BleepingComputer


